ผมขอเกริ่นไว้คร่าวๆ สำหรับท่านผู้เยี่ยมชมนะครับ

บล๊อกนี้ผมทำขึ้นมาเพื่อให้ทุกท่านได้เห็นอีกมุมมองหนึ่งที่มีต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยไม่มีเจตนาเข้าข้างฝ่ายไหนทั้งสิ้นแต่อาจจะวิจารย์ตามสิ่งที่ผมเห็นสมควร ผมจะพยายามรวบรวมผลการทำงานแต่ละโครงการเอาไว้ อีกทั้งหัวข้อที่เกิดกระแสตอบรับจากการทำงานตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงเหตุการ์ณปัจจุบันให้ร่วมกันออกความเห็น สำหรับผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชม..ผมขอฝากไว้สักนิดนะครับ ขอให้ทุกท่านที่ได้เข้ามามีส่วนร่วม ร่วมแสดงความคิดเห็นโดยยึดหลักความเป็นกลาง ความถูกต้อง เหตุสมควร โดยไม่ยึดติดกับแหล่งข่าวและความเห็นที่ได้รับมาก่อนหน้านี้ หรือช่วยอ้างแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือด้วย ผมลงความเห็นไว้ที่กระทู้แรกนะครับลองเข้ามาอ่านดูได้ สำหรับท่านที่ต้องการ Link กับทางบล๊อกของผมก็ เชิญส่งมาให้ผมทาง E-mail ได้เลยะครับ comeon_baby@thaimail.com **ขณะนี้ Blog กำลังอยู่ในช่วงรวบรวมเนื้อหายังไม่สมบูรณ์..**

APEC 2003

ผลงานที่ทำให้ทั่วโลกจับตามองประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งมีโอกาศได้ต้อนรับการมาเยือนของผู้นำประเทศต่างๆ ที่เข้ามาร่วมประชุมในสุดยอดการประชุม APEC ที่จัดขึ้นในประเทศไทย เนื่องจากขณะนั้นมีกลุ่มก่อการร้ายในหลายประเทศ แต่ประเทศไทยในขณะนั้น ยังได้รับการยอมรับในเรื่องความปลอดภัย
การเลี้ยงต้อนรับผู้นำแขกผู้มาเยือน ได้รับความพอใจสูงมาก ซึ่งมีการเตรียมความพร้อมในพิธีต้อนรับและความปลอดภัยอย่างดี การจัดเตรียมห้องสูตร Vip ตามโรงแรมต่างๆ อีกทั้งยังใช้จุดเด่นในงานคือ "เรือสุวรรณหงส์" ที่ทำให้ต่างชาติจับตามองประเทศไทยในเรื่องของ มรดกและวัฒนธรรมของคนไทยอีกครั้ง เมื่อมาถึงวาระการประชุมหัวข้อที่โดดเด่นในการประชุม จะเน้นในเรื่องของการค้าขายกับตลาดสากล การมีส่วนร่วมเป็นผู้กำหนดราคาข้าวในตลาดโลก เพิ่มอำนาจการต่อรองเศษรฐกิจการค้า และการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศไทย ซึ่งหลักจากที่จัดงานประชุมขึ้นในช่วงแรกนั้น ประเทศไทยได้รับผลดีในเรื่องของเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น แต่มีบทวิจารย์ออกมาในถายหลังสัก 1-2 ปีว่า "การประชุม APEC ไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยน?? "

การเดินขบวนเรียกร้อง ~ ม๊อบ

เรื่องแรกผมขอยังไม่เข้าประเด็นนะครับ แต่จะขอให้ร่วมแสดงความเห็นกับสิ่งที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองอย่างมาก จนมีส่วนเกี่ยวข้องกับคำตัวสินของศาลรัฐธรรมนูญที่พรรคการเมืองต่างๆได้รับ ตั้งแต่ประเทศไทยได้มีการบริหารประเทศโดยนายยกรัฐมนตรีมาตั้งแต่รุ่นแรก ผมไม่แน่ใจว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะเป็นท่านแรกที่อยู่บริหารราชการครบวาระ 4 ปี เพราะเท่าที่ได้ดูข้อมูลมานั้นก็เห็นได้ว่า ประเทศไทยนั้นจะให้อิศระกับคำว่าประชาธิปไตยเกินไป? ก่อม๊อปกันเป็นเรื่องสนุก อะไรๆก็รัฐบาลทั้งๆที่ปัญหามันเกิดขึ้นในระดับจุลภาคหรือระดับองค์กรเท่านั้นเอง อีกทั้งผู้ที่เข้ามาเป็นม๊อบหลายขบวนนั้นก็รู้กันว่าเป็นอาชีพของเขาได้เงินค่าจ้างมาก็ไป จากที่ผมเคยผ่านหน้ารัฐสภามาก็เห็นสมาชิกของม๊อบอายุไม่ถึง 12 ปีเข้าร่วมขบวน อายุเพียงเท่านี้ยังแทบไม่รับรู้ปัญหาระดับมหาภาคที่เกิดขึ้น(ยังไม่หย่านมจากครอบครัวเลย) และดูจากสมาชิกม๊อบที่เข้าร่วมขบวนทั้งหลายก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับสถานการ์ณด้วย (ขอยกตัวอย่างนะครับ อย่างเช่น เมื่อก่อนมีปัญหาเรื่องบริษัทหรือสำนักงานใหญ่ๆกับรัฐบาลที่จะแปลรูปเป็นรัฐวิสาหกิจ คนที่น่าจะเดินขบวนก็น่าจะมีแต่คนระดับ CEO หรือพนักงานระดับสูง เพราะว่ากลุ่มเหล่านี้ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงโดยตรง..โดยเฉพาะเบื้องหลังการทำงาน แต่ในสมาชิกม๊อบกลับมีแต่คนที่เห็นได้ชัดเจนว่ามาจากต่างจังหวัด และมองไม่ออกเลยว่าเกี่ยวข้องกับสำนักงานที่เผชิญกับปัญหาอย่างไร อีกทั้งเหตุผลที่อ้างในการเดินขบวนในบางครั้งนั้น ไม่ว่ายังไงก็ฟังไม่ขึ้น ) ผมจึงเห็นได้ว่าการก่อม๊อบนั้นไม่ได้แสดงถึงความเดือดร้อนแท้จริงเสมอไป(ไม่ใช่ทุกม๊อบนะครับ) แต่เป็นการสร้างอิทธิพลต่อสังคมในการให้ความสนใจในสิ่งที่เกิดขึ้น โดยใช้สโลแกนว่า"ประชาธิปไตย?","รัฐบาลโกงกิน"และ"รัฐบาลห่วย..ไม่ได้เรื่อง" อยู่เป็นประจำ

้นักลงทุนต่างชาติ

หลายๆท่านมักจะหัวเสียเมื่อได้ยินนโยบายที่ว่า เปิดโอกาศให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทย แล้วก็โต้แย้งนโยบายออกมาว่า"เงินบาทรั่วไหล ขายชาติให้เขา แล้วแบบนี้คนไทยจะเอาที่ไหนกิน" จนทำให้เกิดม๊อบขึ้นอีกครั้งหนึ่ง โดยนโยบายนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ สนับสนุนให้คนไทยได้มีโอกาศลงทุนโดยใช้เงินสนับสนุนโครงการ SMEs และ SMLs แต่สถานการ์ณกลับพลิกผันเป็นว่าคนไทยใช้เงินกองทุนไปอย่างไร้ผลเป็นส่วนใหญ่ เพื่อตอบรับนโยบายฟื้นเศรษฐกิจของประเทศเพื่อให้คนมีงานทำ และสามารถแข่งขันกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลกอยู่ตลอดได้ จึงเปิดโกกาศให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามามีบทบาทในการฟื้นเศรษฐกิจ(เนื่องจากคนไทยไม่ยอมทำกันเอง) โดยรัฐบาลจะถือหุ้นของผู้ที่เข้ามาประกอบการ 51% ซึ่งหมายถึงว่าให้มีการแข่งขันในรูปแบบเอกชนมากขึ้น แต่ยังมีรัฐบาลเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ก็ออกแนวคล้ายๆกับรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากต่อการฟื้นเศรษฐกิจไทย และอัตราการขยายตัวต่อปีในแต่ละปีที่ผ่านมา

บ้านและแฟลตเื้อื้ออาทร

การขจัดปัญหาเรื่องความขากจนในสังคมไทยนั้น นับได้ว่าเป็นปัญหาที่แก้ไขค่อนข้างยากและต้องยังใช้นโยบายอื่นๆ มาเป็นส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยการแก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยก็นับได้ว่าเป็นปัญหาพื้นฐานที่รอการแก้ไขมานาน โดยส่วนใหญ่บุคคลเหล่านี้จะประกอบอาชีพรับจ้าง มีรายได้ค่อนข้างต่ำและด้อยการศึกษา การออกโยบายสร้า่งแฟลตต่างๆจึงเริ่มต้นขึ้น เนื่องจากผู้ที่มีปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยมักจะเป็นผู้ที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ไม่มีที่อยู่เป็นหลักเป็นแหล่งในการประกอบอาชีพการทำงาน ทำให้เกิดปัญหาเรื่องรายได้ไม่พอใช้กับรายจ่าย ที่ตามมาด้วยปัญหาภาระการเลี้ยงดูลูก การชำระหนี้ติดตัว การส่งค่าใช้จ่ายไปยังบ้านเกิด เมื่อมีการเปิดจองในแต่ละครั้งนั้น จะมีผู้คนแห่เข้ามาจองที่อยู่อาศัยกันจำนวนมาก ซึ่งต้องใช้เจ้าหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยจำนวนมากด้วยเช่นกัน แต่ก็ยังมีคนบางส่วนที่มีรายได้อยู่แล้ว มาจองแฟรตเป็นที่อยู่เพิ่มและยังจ้างคนอื่นให้มาช่วยจองที่อยู่ แล้วค่อยมีการเปลี่ยนเจ้าของกันภายหลัง จึงทำให้ในหลายๆครั้งที่อยู่ที่พอสำหรับผู้เข้าจองจนต้องมีการจับฉลาก และสร้างแฟลตเพิ่มเพื่อให้เพียงพอกับปริมาณผู้ที่มีปัญหาเรื่องรายได้

ความสุขของคนกรุงเทพฯ

อีกหนึ่งนโยบายที่ประสบความสำเร็จและได้รับผลตอบรับค่อนข้างดี มองถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมของคนไทย ที่ได้รับอิทธิพลมาจากวัตถุนิยมและสังคมนิยม ทำให้ส่งผลต่อรูปแบบพื้นฐานของสังคมที่มีความรุนแรงขึ้น
โดยไ้ด้รับกระทบมาจากพื้นฐานครอบครัวซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญของสังคม นโยบายที่ได้นำออกมาใช้ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้แก่ นโยบายลดมลภาวะทางเสียง+อากาศ สร้างสวนสุขภาพในกรุงเทพฯ 1000 แห่ง ทุกวันอาทิตย์เป็นวันครอบครัว การออกกำลังกายตามแหล่งชุมชน จัดตั้งกองทุนสิ่งแวดล้อม สร้า้งสนามกีฬาทั่วทุกพื้นที่ ใช้นโยบาย"กระตุกต่อมคิด"สร้างอุทยานการเรียนรู้ ผลักดันให้ลดค่าทางด่วน การเที่ยวสถานบังเทิงของเยาวชน การกำหนดเวลาปิดสถานบังเทิงเพื่อสร้างระเบียบให้สังคม การเอาจิงกับนโยบายเมาไม่ขับ อีกทั้งออกนโยบายในการควมคุมการเล่นเกมส์ของเยาวชน นโยบายเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งในนโยบายเพื่อคนกรุงเทพฯ ที่กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลง หากไม่มีการควมคุมอย่างจริงจังหรือมองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น ก็จะทำให้วัฒนธรรมในสังคมไทยเกิดการอ่อนแอ และกลายเป็นปัญหาของสังคมในที่สุด

สลากบนดิน

อีกหนึ่งปัญหาที่มีการรวมตัวของม๊อบที่เรียกร้องให้มีการออกหวยบนดิน เนื่องจากว่าเกิดกระแสหวยใต้ดินกลับมาระบาดอีกครั้งหลังจากมีการยกเลิกหวยบนดิน เพื่อให้เกิดรายได้สำหรับกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าที่เคยประกอบธุรกิจขายหวยบนดินและแก้ไขปัญหาหวยใต้ดิน จากที่เมืองไทยได้เคยกลายเป็นบ่อนการพนันใต้ดินขนาดใหญ่ ซึ่งแทบทุกครอบครัวก็เคยเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องแม้กระทั่งสมาชิกในครอบครัวของผมเอง โดยทั่วไปแล้วการพนันถือว่าเป็นเรื่องปกติในหลายๆประเทศ สำหรับประเทศไทยแล้วถือว่าเป็นประเทศที่ค่อยข้างจะขัดแย้งกับการพนัน เนื่องจากเป็นที่ปลูกฝังมาตั้งแต่เป็นเด็กตัวน้อย แต่ก็เป็นเรื่องปกติสำหรับนักพนันหลายๆคนที่เปิดบ่อนใต้ดิน ตั้งแต่ไก่ชน วงไพ่ ไฮโล แทงม้า ซึ่งทักษิณก็เคยมีนโยบายเปิดบ่อนการพนันอย่างถูกกฎหมาย ซึ่งสามารถช่วยกวาดล้างกลุ่มที่ผิดกฎหมาย สามารถควบคุมสถานการ์ณของนักพนันตัวยงได้ และยังแก้ปัญหาในเรื่องของการออกไปเล่นการพนันตามฝั่งชายแดนประเทศเพื่อนบ้านได้อีกด้วย แต่แล้วก็ต้องถูกยุติลงไปเนื่องจากมีการลงความเห็นไม่สมควร ทำให้ต้องมองย้อนกลับมาที่ปัญหาหวยใต้ดิน จึงมองเห็นถึงการแก้ไขปัญหาแนวทางใหม่ในนโยบายหวยบนดิน ซึ่งสามารถกระจายไปสู่ความต้องการตามพื้นที่ต่างๆอย่างทั่วถึง

แปรรูป ปตท.

ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นลงในแต่ละวันนั้น ส่งผลกระทบต่อธุรกิจรอบตัว ซึ่งมีการหวั่นไหวตามราคาของน้ำมัน การแปรรูปเป็นรัฐวิสาหกิจนั้นทำให้เกิดความเห็นหลายมุมมอง ตามความเห็นของแต่ละสายอาชีพและผู้ได้รับผลกระทบ เมื่อมีการแปรรูปเป็นรัฐวิสาหกิจนั้นมักจะถูกมองว่าราคาน้ำมันได้ถูกแบ่งกำไรไว้ก่อนถึงมือผู้ซื้อเสมอ แต่เท่าที่ผมได้เคยมีโอกาศได้สัมผัสกับธุรกิจขายตั๋วน้ำมันมานั้น ผมเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นไปตามที่เข้าใจกันสักเท่าไหร่ หลายคนมักจะมองกันในแง่ลบ นึกว่ามีกลุ่มนักธุรกิจในเครือ Ptt คอยคว่านกำไรที่ได้รับ ก็อยากให้ลองเปลี่ยนความคิดและสังเกตุว่าการค้าน้ำมันนั้นจะมีการแข่งขันในหลายบริษัท ซึ่งตัวเต็งหลักก็คือ ปตท.โดยใช้กลยุทธ์เกรงราคาจนปั๊มอื่นๆไม่กล้าสู้ราคาสักเท่าไหร่ จึงเป็นบทพิสูจน์ได้ว่าถ้าเกิดการเกร็งกำไรจะทำให้ไม่สามารถตั้งราคาได้น้อยกว่าบริษัทคู่แข่ง กลยุทธ์ผลักดันนโยบายใช้ก๊าซเพื่อประหยัดพลังงาน ส่งเสริมเรื่องของ Ngv ประกาศให้ผ่อนผันค่าติดตั้งได้ อีกทั้ง Ptt นั้นได้ประกาศตัวในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งแสดงถึงความโปรงใสในการทำงานค่อนข้างสูง โดยสามารถตรวจสอบการทำงานตั้งแต่ค้นจนจบได้

กวาดล้างยาเสพติด

ผลของการปฏิบัติเป็นไปอย่างมีผลดีในการกดดันกวาดล้างยาเสพติด ทำให้สถานการณ์ยาเสพติดในภาพรวมลดลงจนอยู่ในภาวะเบาบาง จากการประเมินสถานการณ์ ประชาชนยังคงพึงพอใจกับมาตรการการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติด อย่างไรก็ตาม พบว่ามี แนวโน้มที่ผู้ค้ายาเสพติดจะสูงขึ้น การแพร่ระบาดของยาเสพติดในกลุ่มนักเรียน นักศึกษามี แนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และในขณะเดียวกันพบว่ายังมีแนมโน้มในการซื้อยาเสพติดเพิ่มขึ้น รวมทั้งสถานการณ์ด้านกลุ่มผู้มีโอกาสเข้าไปใช้ยาเสพติดถึงแม้ว่าจะมีแนวโน้มลดลงตามลำดับ แต่ก็ ยังคงอยู่ในระดับปานกลางจากปฏิบัติการพลังแผ่นดินร่วมกวาดล้างยาเสพติด ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 8 มีนาคม ถึง มิถุนายน 2547 ผลของการปฏิบัติดังกล่าวเป็นไปอย่างมีผลดีในการกดดันกวาดล้างยาเสพติด ทำให้สถานการณ์ยาเสพติดในภาพรวมลดลงจนอยู่ในภาวะเบาบาง จากการประเมินสถานการณ์ ประชาชนยังคงพึงพอใจกับมาตรการการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติด อย่างไรก็ตาม พบว่ามี แนวโน้มที่ผู้ค้ายาเสพติดจะสูงขึ้น การแพร่ระบาดของยาเสพติดในกลุ่มนักเรียน นักศึกษามี แนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และในขณะเดียวกันพบว่ายังมีแนมโน้มในการซื้อยาเสพติดเพิ่มขึ้น รวมทั้งสถานการณ์ด้านกลุ่มผู้มีโอกาสเข้าไปใช้ยาเสพติดถึงแม้ว่าจะมีแนวโน้มลดลงตามลำดับ แต่ก็ ยังคงอยู่ในระดับปานกลาง

กองทุนเพื่อการศึกษา

ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดตัวกองทุนเงินให้กู้ยืมที่ผูกติดกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) หรือกองทุนไอซีแอล ซึ่งจะเริ่มนำร่องใช้แทนกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ตั้งแต่ปีการศึกษา 2549 เป็นต้นไป โดยมีนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการปฏิรูประบบการเงินเพื่อการศึกษาระดับอุดมศึกษา นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายรุ่ง แก้วแดง รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. นายภาวิช ทองโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงศึกษาฯ และตัวแทนนักเรียน นักศึกษาเข้าร่วมประมาณ 500 คน พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า วันนี้เป็นวันที่มีความสุขมากวันหนึ่ง เพราะการทำหน้าที่ผู้บริหารประเทศแทนประชาชนทั้งประเทศคือการทำหน้าที่จัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทุกฝ่าย และวันนี้รัฐบาลสามารถบรรลุแนวทางการปฏิรูปการเงินเพื่อการศึกษา ซึ่งจะนำไปสู่การลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์ อย่างไรก็ตาม การจะทำเช่นนี้ได้ การเมืองต้องชัดเจน และเข้มแข็ง การที่ฝ่ายการเมืองสัญญากับประชาชนว่า จะมีโครงการเรียนก่อนผ่อนที่หลังในทุกครั้งที่ขึ้นเวทีปราศรัย เป็นสิ่งที่ประชาชนชอบมาก เพราะรู้สึกว่าลูกหลานของตนมีศักยภาพ แต่ตัวเองไม่มีศักยภาพในการส่งลูกเรียน ครูบางคนมีรายได้น้อย แต่ก็ไปกู้เงินเพื่อมาส่งลูกเรียนพิเศษ เพื่อให้เรียนจบหมอ วิศวกร

กวาดล้างอาวุธสงคราม

เส้นตายการนำส่ง อาวุธสงครามคืนราชการ โดยได้รับการยกเว้นความผิด ครบกำหนดเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2546 นโยบายปราบอาวุธสงคราม จะดำเนินไปควบคู่กับนโยบายปราบผู้มีอิทธิพล โดยผู้มีอิทธิพลและผู้ครอบครองอาวุธสงคราม น่าจะเป็นคนกลุ่มเดียวกัน และเป็นกลุ่มคนที่อยู่ในเป้าหมายตามนโยบายกวาดล้างของรัฐบาล เพราะผู้ที่ครอบครองอาวุธสงคราม มักจะเป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพล และใช้อาวุธสงครามเข่นฆ่าฝ่ายตรงข้าม หรือคนที่ขัดขวางผลประโยชน์ ไม่เว้นแม้แต่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ อาวุธสงครามที่ได้รับส่งคืนจำนวนมากนั้น เป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น โดยประชาชนที่ส่งคืน อาจจะเป็นคนทั่วไป ซึ่งไม่ได้ครอบครองไว้เพื่อสร้างบารมี หรือสะสมไว้เพื่อใช้สังหารฝ่ายตรงข้าม แต่มือปืน กลุ่มคนที่มีอิทธิพลหนุนหลัง อาจจะยังครอบครองอยู่ กระทรวงมหาดไทย ระกาศแล้ว หลังจากนี้จะตรวจค้น ปราบปรามอาวุธสงครามอย่างจริงจัง โดยซุ้มมือปืนทั่วประเทศ เขตพื้นที่ของผู้มีอิทธิพล จะตกอยู่ในเป้าหมายการตรวจค้น คำประกาศอย่างแข็งขันของ .ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในการปราบอาวุธสงคราม เพื่อให้ประเทศไทย เป็นพื้นที่ปลอดอาวุธสงคราม น่าจะทำให้ประชาชนนอนตาหลับขึ้น เพราะประชาชนต้องเสี่ยงภัยจากอาวุธสงครามมานานแล้ว แม้ประเทศไทยจะไม่มีสงคราม แต่อาวุธสงครามกลับมีอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง และถูกนำมาใช้ก่อคดีอุกฉกรรจ์มากมาย สังหารชีวิตผู้คนไปจำนวนมาก โดยอาวุธสงครามที่นำมาก่อคดีสะเทือนขวัญ มักจะอยู่ในความครอบครองของกลุ่มผู้มีอิทธิพล ทั้งในและนอกเครื่องแบบ

ปราบปรามผู้มีอิทธิพล

อีกหนึ่งคดีที่มีการฟ้องร้อง พตท.ทักษิณ เกี่ยวกับนโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพล ที่หลายๆท่านกำลังให้ความสนใจว่าสมควรกับการรับโทษหรือไม่ จากที่เมืองไทยเคยมีปัญหาในสังคมมืดมานาน ตั้งแต่ปัญหายาเสพติด ปัญหาข่มขู่ จึงทำให้สังคมไทยได้รับความเป็นธรรมค่อนข้างต่ำ เมื่อมีผู้ออกมาเรียกร้องความยุติรรม จึงทำให้ทักษิณออกนโยบายกลวดล้างผู้มีอิทธิพล ซึ่งทำให้เกิดปัญหาเรื่องใต้โต๊ะในช่วงนายกฯหลายสมัยที่ผ่านมา เมื่อเริ่มนโยบายช่วงที่กำลังตรวจสอบรายชื่อผู้มีอิทธิพล ก็มีการเสนอชื่อมากว่า 2000 รายชื่อในกับกองปราบปรามผู้มีอิทธิพลที่จัดตั้งขึ้นเพื่อแก้ปัญหาในนโยบายที่กำหนด และสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อผู้มีอิทธิพลสวมคราบเจ้าหน้าที่ตำรวจ เสนอชื่อผู้ไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอิทธิพลมาเป็นแพะรับบาป ทำให้นโยบายนี้เกิดความผิดพลาดเนื่องจากไม่มีการตรวจสอบที่ชัดเจน จึงเกิดกระแสข่าวต่างๆตามมาอีกมากมาย ตั้งแต่ความเห็นของพรรคฝ่ายค้าน ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้เสียชีวิตและผู้เสียผลประโยชน์

หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์

จากนโยบายที่จะทำให้คนไทยหยุดจนนั้น ทำให้ต้องมองลึกลงไปถึงปัญหาที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาความยากจนของคนในสังคมชนบท จึงสร้างโครงการ Otop ขึ้นมา เพื่อต้องการแก้ไขปัญหาหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นภายในประเทศ เช่น ปัญหาคนตกงาน ปัญหาแรงงานเข้ามาหางานในกรุงเทพฯ ปัญหาเรื่องการผลิตสินค้าหัตกรรมในชนบทซึ่งประสบปัญหาทั้งทางด้านคุณภาพและตลาด โดยเริ่มต้นจัดสรรงบประมาณให้กับตำบลทุกพื้นที่ด้วยงบประมาณตำบลละ 1 ล้านบาท พร้อมกับส่งเจ้าหน้าที่ปรึกษาโครงการไปยังตำบลที่ได้รับงบประมาณ จึงให้ให้เกิดการผลิตสินค้าจำนวนมากโดยใช้เครื่องหมายดาวเป็นตัววัดคุณภาพของสินค้า อีกทั้งจัดงานแสดงสินค้าตามสถานที่ เช่น ศูนย์การค้าไบเทค ศูนย์การค้าเมืองทองธานี ห้างสรรพสินค้า มหาวิทยาลัยและแหล่งชุมชนย่านต่างๆ ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคดีมากและยังสนองนโยบายคนไทยใช้ของไทยอีกด้วย เมื่อสินค้าของไทยได้รับเชิญให้ไปแสดงสินค้ายังประเทศต่างๆ จึงทำให้เกิดการส่งออกสินค้าไทยไปยังต่างประเทศ และได้รับกระแสตอบรับจากกลุ่มวันรุ่นในหลายประเทศให้เป็นสินค้าอินเทรนด์ในขณะนั้นทีเดียว แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือ การแข่งขันกันเองในสินค้าที่ผลิตซ้ำกันในบางตำบล ทำให้ผู้ที่ผลิตสินค้าไม่ค่อยได้คุณภาพหรือสินค้าระดับ 3 ดาว นั้นไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจเท่าที่ควร ทำให้เกิดความปัญหารายได้กลับบางตำบล ซึ่งต้องเปลี่ยนอาชีพเป็นอย่างอื่นหรือไม่ก็ออกขายแรงงานเหมือนเช่นเดิม

8 ปี คนไทยหยุดจน

หลักจากวิกฤษปัญหาฟองสบู่แตกในปี 2540 ส่งผลให้เกิดปัญหาเรื่องความยากจนครั้งใหญ่ในประเทศไทยเรา ผู้คนนับล้านตกงาน และตามมาด้วยปัญหาต่างๆอีกมากมาย ที่การปกครองของนายกที่ผ่านๆมาไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ จนมาถึงนโยบายหาเสียงของหัวหน้าพรรคไทยรักไทยช่วงเลือกตั้งปี 2542 อีกนโยบายหนึ่งว่า "ผมขอเวลา 8 ปี และจะทำให้คนไทยหยุดจน" โดยเล็งเห็นถึงปัญหาต่างๆที่ประเทศไทยกำลังได้รับขณะนั้น เมื่อได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีจึงออกนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหานั่นคือ otop และ ส่งเสริมเรื่องการทำธุรกิจประกอบการ SMEs โดยสร้างแหล่งกองทุนไว้มากมายตั้งแต่ระดับตำบลจนถึงขนาดใหญ่ แต่คนไทยขณะนั้นยังมีปัญหาเรื่องของการศึกษา ทั้งยังขาดความรู้เรื่องการลงทุน และกำลังอยู่ในช่วงของวัตถุนิยม จึงทำให้พอช่วยฟื้นเรื่องเศรษฐกิจได้บางส่วน แต่การปล่อยเงินกู้ไปนั้นไม่ได้เป็นไปตามที่วางแผนไว้สักเท่าไหร่ ซึ่งจริงๆแล้วตั้งใจให้นำเงินนี้ไปประกอบการแต่กลับนำไปใช้ซื้อวัตถุนิยม จึงทำให้ธุรกิจสินทร์เชื่อเริ่มเข้ามามีบทบาทกับประเทศไทยมากขึ้น และเติบโตเร็วมาก อย่างเช่น Easy buy ที่เริ่มต้นด้วยเงินก้อนหนึ่ง หลังจากผ่านไป 3-4 ปีก็มีสินทร์ทรัพย์เพิ่มขึ้นมากคนละเรื่องกับตอนเริ่มต้น และในช่วงนั้นทักษิณประกาศให้ลดภาระหนี้เหลือ 50% เนื่องจากเก็บค่าใช้จ่ายเกินเหตุ แต่วัตถุนิยมก็ยังทำให้คนไทยในขณะนี้มีปัญหาเรื่องแบ๊คลิสกันเกือบทุกครอบครัวเลยทีเดียว

30 บาท รักษาทุกโรค

อีกหนึ่งโครงการที่คนไทยเฝ้าจับตามองตั้งแต่ออกนโยบายมา โดยมีจุดประสงค์เพื่อรักษาโรคต่างๆให้กับผู้มีปัญหาทางการเงิน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีโรคประจำตัวแต่ไม่มีเงินรักษา จนกลายเป็นปัญหาสังคมอีกปัญหาหนึ่งที่เป็นปัญหาต่อภาคเกษตรกรและแรงงานของประเทศ เมื่อเริ่มต้นโครงการในช่วงแรกนั้น โรงพยาบาลก็มีผู้ป่วยเข้ามารักษาตัวกันมาก จนทำให้เกิดปัญหาเรื่องปัจจัยการรักษา และส่งผลกระทบให้กับธุรกิจประกันภัยและการแพทย์ค่อนข้างสูง จนทำให้ต้องมานั่งแก้ปัญหาใหม่ทีละขั้นตอน เริ่มตั้งแต่ปัญหาเรื่องงบประมาณจัดหาไม่ทัน ซึ่งปัญหานี้นับได้ว่าเป็นปัญหาหลักในโครงการ จึงต้องจัดสรรงบประมาณแผ่นดินค่อนข้างสูง และอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับที่ประเทศไทยต้องผลิตยาในเองจนทำให้ประเทศอเมริกาออกมาแสดงความไม่พอใจ และอีกหลายปัญหาภายในที่ตามมาเช่น แพทย์ขาดแคลน ทำงานหนัก ได้รับเงินจากการรักษาคนไข้ลดลง ปัญหาที่เกิดขึ้นตามหลักจิตวิทยาการบริโภคคือ เมื่อได้รับยาจากค่ารักษา 30 บาท จึงทำให้การใส่ใจในการรักษายา และ สุขภาพลดลง ซึ่งมีผลอย่างมากต่อการควบคุมคุณภาพของโครงการ

สุวรรณภูมิ

โครงการก่อสร้างสนามบินที่ดำเนินโครงการมาตั้งแต่ปีมะโว้จนมาจบที่สนามบินสุวรรณภูมิ ผมเองก็ไม่แน่แน่ใจว่าเริ่มตั้งแต่สมัยของใคร และแล้วก็สำเร็จได้ในสมัยของนายกทักษิณ แต่ความสำเร็จที่ตามมาด้วยปัญหามากมาย ซึ่งแทบจะเกินการบรรยายเลยก็ว่าได้ การเริ่มต้นโครงการก็มีปัญหาตั้งแต่การจัดซื้อที่ดิน งบประมาณที่สูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย การสร้างสนามบินไม่ได้มาตรฐานตามที่ออกแบบไว้ การเริ่มเปิดสนามบินเร็วกว่ากำหนด King power การตกแต่งภายในอาคาร บรรไดเลื่อนหาย และอีกหลายปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบไปยังการทำงานในส่วนต่างๆของการบริหารงานภายใน ปัญหาทั้งหลายเหล่านี้เกิดขึ้นโดยหลักๆแล้วมีสาเหตุมาจากการแปรรูป ซึ่งผมเองก็ไม่เข้าใจคำว่าแปรรูปในความหมายของ Aot เหมือนกัน ผมแทบเห็นอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเลยนอกจากย้ายสถานที่ทำงาน แต่ปัญหามันกลับแย่เข้าไปอีกที่เป็นการย้ายแบบด่วนจี๋จนหลายอย่างปรับตัวไม่ทัน ตั้งแต่บริษัทที่ขอเช่าพื้นที่ขายของ สายการบิน และที่เป็นปัญหามาเป็นอันต้นๆอีกอย่างหนึ่งก็คือ การปรับตัวของทรัพยากรบุคคล จนทำให้ต้องเปลี่ยนแปลงการหลับนอนบังคับให้รับงาน over time กันเป็นแถว หลังจากที่เกิดปัญหาต่างๆนาๆภายในสนามบินขึ้นการทำงานของ CEO ที่สุวรรณภูมิ ต่างก็พากันร้อนตัวแล้วก็อ้างโน่นบ้างนี่บ้าง ซึ่งจริงๆแล้วก็รู้ๆกันอยู่ว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ขอสรุปให้ง่ายๆแล้วกันนะครับ ก็คือ .. ทำตัวนายหน้ากินเปอร์เซ็นกันเกือบหมด คนไม่มีคุณภาพบริหารงานโดยมีเบื้องหลังชัดเจน จ่ายเงินเกินราคาโดยให้ผู้รับเหมาที่ติดต่อสมรู้ร่วมคิดด้วย(เห็นได้ชัดว่าไม่ได้เสนองานให้กับบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์เลย) จึงทำให้รัฐบาลจัดตั้งทีมงานตรวจสอบการทุจริตสนามบินขึ้นมาโดยได้ข้อสรุปออกมาโดยเข้าไปดูได้ที่ http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9490000121410

การเลือกตั้ง 2548

การเลือกตั้งถือได้ว่าเป็นการแสดงความเป็นกลางในการเลือกผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้นำในด้านต่างๆ แต่เมื่อย้อนกลับไปเมื่อปี 2548 นั้น การเลือกตั้งเป็นเหมือนกับกรรมการตัดสินการเมือง ที่มีผู้แข่งขันหลักได้แก่พรรคประชาธิปัตย์และพรรคไทยรักไทย โดยเริ่มจากการตั้งม๊อบแสดงความไม่พอใจการบริหารงานของทักษิณ โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากระบอบทักษิณโดยตรงเลยก็คือพรรคประชาธิปัตย์และคณะรัฐบาลทั้งหลาย เห็นได้ว่าโดนสั่งย้ายโน่นย้ายไปนี่สลับตำแหน่งกันวุ่นวายไปหมด เหตุผลแรกก็เดาได้ไม่ยากเลยจากสิ่งที่เห็นก็คือ การมีเบื้องหลังในการทำงานซึ่งมันเป็นเบื้องหลังผลประโยชน์ เมื่อเกิดการย้ายตำแหน่งจึงทำให้ปัญหาเหล่านี้ลดลงบ้างในบางส่วน แต่เมื่อมีการโยกย้ายบ่อยขึ้นจึงทำให้ผู่ที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องออกมาโวยวายกันค่อนข้างมาก อีกทั้งยังจบลงด้วยการเลือกการเดินขบวนเป็นทางออก และสร้างเวทีปราศัยเรื่องการทำงาน จึงทำให้จบลงด้วยการยุบสภาเหมือนกับนายกเกือบทุกท่านที่แล้วมา แต่เมื่อมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นผู้ที่ดูเหมือนจะเป็นตัวเต็งในการเลือกตั้งกลับเปลี่ยนเป็นพรรคประชาธิปปัตย์ ด้วยหลายเหตุผลและสถานการ์ณที่เกิดขึ้น แต่เมื่อผู้ที่เรียกร้องให้ยุบสภากลับไม่ลงเลือกตั้ง จึงทำให้หลายท่านสงสัยถึงเหตุผลว่าทำไมถึงไม่ลงเลือกตั้ง แต่เมื่อผลการเลือกตั้งออกมา กว่า 19 ล้านเสียง จึงทำให้พรรคไทยรักไทยได้ดำรงตำแหน่งอีกครั้ง

รัฐประหาร 19 กันยา

เหตุการณ์ รัฐประหาร 19 กันยา 2549 ที่ทหารลุกขึ้นมาทำการฉีก รัฐธรรมนูญ 2540 เพื่อล้ม รื้อ ระบอบทักษิโณมิกส์ พร้อมๆ กับ ล้มระบอบประชาธิปไตย ซึ่งกระบวนการทั้งหมด ได้รับความร่วมมือจากขบวนประชาชนและปัญญาชนกลุ่มหนึ่ง ที่สนับสนุนตั้งแต่ต้น หลังรัฐประหาร บรรยากาศการเมืองเกิดความอึมครึม กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญดำเนินไปอย่างล่าช้า ปราศจากการยอมรับ และมีส่วนร่วมจากประชาชน อย่างเพียงพอ ขบวนการ NGOs และขบวนการประชาชน แตกขั้ว เลือกข้าง ชัดเจนมากขึ้น จนส่วนหนึ่งปิดฉากบทบาทการเคลื่อนไหว ในขณะที่ส่วนหนึ่งผันตนเองไปเป็นกลไกอำนาจรัฐ ไล่ รื้อ ไล่ตรวจสอบสำเร็จโทษ และก่อร่างบทบาทตนเอง ทางการเมืองและสถาบันทางการเมืองภาพการเมืองไทย โดยรวมๆ จึงผิดเพี้ยน ผิดผีและผิดคน ยิ่งเมื่ออดีตแกนนำขบวนประชาชนออกมาทำทีท่าเหมือนเล่นการเมืองกระแสหลัก เมื่อทหารออกมากำกับบทนักการเมือง ในนามประชาธิปไตย เมื่อพรรคแคระ และพรรคครึ หล้าหลังทั้งหลาย กลับมามีโอกาสครองอำนาจเพียงชั่วข้ามคืน อีกครั้ง ไม่รวมพรรคผี ที่ทำท่าจะแจ้งเกิด ในอีกไม่นาน โดย เฉพาะหลังการตัดสินคดียุบพรรค พรรคไทยรักไทย